top of page

Trick & Tips วิทยาการระบาดเชิงวิเคราะห์

อัปเดตเมื่อ 19 ส.ค.

ree

วิทยาการระบาดเชิงวิเคราะห์ (Analytical epidemiologic study) เป็นวิธีที่ศึกษาวิจัยทางด้านสาธารณสุข เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรค โดยการตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับปัจจัยที่เป็นสาเหตุของการ

เกิดโรคนั้น แล้วกำหนดวิธี/รูปแบบการศึกษา รวมทั้งการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อนำไปสู่กระบวนการวิเคราะห์หาค่าความเสี่ยง หรือเป็นการพิสูจน์ปัจจัยดังกล่าว และมีประโยชน์ไปสู่การเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาทางสุขภาพเหล่านั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


วิทยาการระบาดเชิงวิเคราะห์แบ่งได้ออกเป็น 2 ชนิด

1. วิทยาการระบาดเชิงวิเคราะห์แบบสังเกต (Observational analytics studies) เป็นการศึกษาโดยการสังเกต/ศึกษาปัจจัยต่างๆ ที่มีอยู่แล้วตามปกติในแต่ละบุคคล/ประชากรที่สนใจ ต่อการเกิดโรค/การตาย เช่น เพศ, อายุ, พฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ เป็นต้น ซึ่งมี 3 รูปแบบ

1.1) รูปแบบการศึกษาแบบภาคตัดขวาง (Cross sectional studies) เป็นรูปแบบที่ศึกษาข้อมูลการสัมผัสปัจจัยต่างๆ และการเกิดโรคของแต่ละบุคคล (Individual level) ในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ทั้งความชุกการเกิดโรคและปัจจัยเสี่ยง (Prevalence of disease and exposure) แล้วทำการคำนวณค่าความเสี่ยงของปัจจัยที่สนใจ

1.2) รูปแบบการศึกษาจากเหตุไปหาผล (Cohort studies) เป็นรูปแบบที่ทำการติดตามการเกิดโรคหรือการตายในกลุ่มที่สัมผัสปัจจัย (กลุ่มเสี่ยง) และกลุ่มที่ไม่ได้สัมผัสปัจจัย (กลุ่มไม่เสี่ยง) แล้วทำการคำนวณค่าความเสี่ยงของปัจจัยนั้น

1.3) รูปแบบการศึกษาจากผลย้อนไปหาเหตุ (Case-control study) เป็นรูปแบบที่ศึกษาจากกลุ่มผู้ป่วยด้วยโรคที่สนใจ (Case) และกลุ่มไม่ป่วยด้วยโรคที่สนใจ (Control) โดยการค้นหาประวัติการสัมผัสปัจจัยเสี่ยงในแต่ละกลุ่ม แล้วทำการคำนวณค่าความเสี่ยงของปัจจัยนั้น

2.การศึกษาทางวิทยาการระบาดแบบทดลอง (Experimental studies, Intervention studies) เป็นการศึกษาที่มุ่งเน้นพิสูจน์ปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อการเกิดโรคหรือการเสียชีวิต โดยที่ผู้วิธีเป็นผู้กำหนดหรือทดลองให้วิธีการรักษาหรือป้องกันโรค การศึกษาทางวิทยาการระบาดแบบทดลองแบ่งออกได้เป็นดังนี้

2.1) รูปแบบการทดลองในคลินิก (Clinical trial) เป็นการศึกษาในระยะแรกของการทดลองที่

นักวิจัยทำการศึกษาในกลุ่มที่มีลักษณะเฉพาะ โดยสามารถควบคุมปัจจัยรบกวนที่อยู่แวดล้อมได้ และทำการสุ่มแบบกลุ่มเพื่อให้สิ่งทดลอง (Treatment)

ตัวอย่างเช่น : - การศึกษาประสิทธิผลของวัคซีนในระยะเริ่มแรก

- การศึกษาวิธีการรักษามะเร็งแบบใหม่ในสถาบันวิจัย

2.2) รูปแบบการทดลองในภาคสนาม (Field trial) เป็นการศึกษาหลังจากผลของการทดลองในคลินิก/สถานพยาบาล เป็นที่น่าพอใจ นักวิจัยจะทำการขยายการทดลองเพื่อให้ครอบคลุมกลุ่มที่มีลักษณะอื่นๆ หรือในสถานพยาบาลอื่นๆ ซึ่งการทดลองนี้ผู้วิจัยจะสามารถควบคุมปัจจัยรบกวนที่อยู่แวดล้อมได้เพียงบางส่วนเท่านั้น เช่น การฝึกอบรม การสร้างคู่มือการปฏิบัติ โดยวัตถุประสงค์ของการศึกษาระยะนี้คือเพื่อ

ให้ได้ผลการศึกษาในกลุ่มคนที่มีความหลากหลายในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน

ตัวอย่างเช่น : - การศึกษาประสิทธิผลของวัคซีนในชุมชน

- การศึกษาวิธีการรักษามะเร็งแบบใหม่ในโรงพยาบาลที่เป็นเครือข่าย

2.3) รูปแบบการทดลองในชุมชน (Community trial) เป็นการศึกษาที่ให้ชุมชนเป็นหน่วยทดลอง การให้สิ่งทดลอง เช่น การฝึกอบรม ส่งวัสดุอุปกรณ์ เเล้วมีการนิเทศติดตาม และเป็นการดำเนินโดยบุคคลในชุมชนนั้นๆ เอง โดยการให้สิ่งทดลองมักจะควบคุมปัจจัยรบกวนที่อยู่แวดล้อมได้ในระดับน้อยมาก

ตัวอย่างเช่น : - การศึกษาประสิทธิผลของการใช้ทรายอะเบทในการควบคุมยุงลาย

หรือในการลดอัตราป่วยด้วยไข้เลือดออก เปรียบเทียบกับชุมชนที่

ไม่ใช้ทรายอะเบท

- ศึกษาผลของการให้สุขศึกษาโดยผ่านหอกระจายข่าว

ในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของประชาชน


ที่มา;

สาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. (2567). เอกสารประกอบการสอนชุดวิชาวิทยาการระบาดในงานสาธารณสุข (พิมพ์ครั้งที่ 4). โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.

**********************************************************************************


ณัฐ นนทเกียรติกุล

นักวิชาการสถิติ

Trick & Tips 10/2568

ความคิดเห็น


bottom of page